2007/Nov/25

วิทยาศาสตร์กับจินตนาการ

วันก่อนได้มีโอกาสฟังบรรยายพิเศษจากนักวิชาการท่านหนึ่งเกี่ยวกับการสร้างแรงจูงใจให้มีความรู้สึกที่ดีกับการเรียนวิทยาศาสตร์ ในพิธีเปิดค่ายโอลิมปิกวิชาการครั้งที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2550 ฟังไปๆ ก็ได้อะไรดีๆหลายอย่างที่เราเองก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าน่าจะทำแบบนี้ดูบ้าง แต่สิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งที่นาสนใจคือ จินตนาการกับวิทยาศาสตร์ ถ้าหากนักวิทยาศาสตร์ หรือผู้ที่ศึกษาวิทยาศาสตร์ ไร้ซึ่งจินตนาการ ก็คงจะไม่มีเทคโนโลยีหรือสิ่งประดิษบ์ เครื่องอำนวยความสะดวกให้พวกเราได้ใช้กันอยุ่ในปัจจุบัน ทำให้ได้มองในอีกมุมหนึ่งว่าในการศึกษาวิทยาศาสตร์แล้วบางครั้งนั้น หรือหลายๆครั้ง เราอาจคิดถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมาก่น สิ่งที่อยากจะทำ สิ่งที่อยากจะสร้าง แล้วจึงมาประมวลดูว่าเราจะต้องอาศัยความรู้ หรือข้อมูลใดบ้างที่จะมาช่วยให้เราสร้างสรรค์สิ่งเหล่านั้นได้ อย่าพยายามยึดติดกับกรอบทางความคิด ปล่อยความคิดให้เป็นอิสระ และคิดอย่างเชื่อมโยง เพียงเท่านี้ก็จะสร้างสรรค์สิ่งต่างๆขึ้นได้อย่างมากมาย แต่ทั้งนี้และทั้งนี้สิ่งต่างๆที่คิดจะต้องเป็นไปในทางที่ดี ถูกทำนองและคลองธรรม ไม่ใช่คิดเพื่อประโยชน์ส่วนตนโดยที่ผู้อื่นต้องได้รับความเดือดร้อน ตัวอย่างหนึ่งเคยได้รู้มาคือบางครั้งการจดจ่อกับอะไรบางอย่างนานๆ ก็อาจจะไม่ใช่ทางออกดีที่ที่จะได้คำตอบมา บางครั้งเราอาจจะทำเป็นลืมๆ มันไปบ้างอย่าไปใส่ใจกับมัน แล้วค่อยกลับมาคิดใหม่ มันก็จะคิดออกได้เองอย่างน่าอัศจรรย์ เคยเป็นกันบ้างไหมครับ อันนี้ผมมักจะเป็นบ่อยๆ อย่างเช่นนักวิทยาศาสตร์ท่านหนึ่งที่พยายามหาสูตรโครงสร้างที่เหมาะสมที่จะใช้เป็นตัวแทนสำหรับเบนซีน หรือวงเบนซีน ที่มีสูตรโครงสร้างเป็นรูปหกเหลี่ยม หรือรังผึ้งนั้น ท่านได้มาจากความฝันของท่าน หลังจากที่ท่านพยายามคิด คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก จนคืนหนังท่านฝันเห็นงูสามตัวกินหางต่อกันเป็นวง ท่านจึงได้สูตรโครงสร้างของเบนซีนออกมาเป็นรูปหกเหลี่ยมดังที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน

อีกอย่างหนึ่งนั้นเราได้ใช้แต่สมองซีกขวาเป็นส่วนมาก สมองซีกซ้ายไม่ค่อยจะได้ใช้เท่าไหร่ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เราควรที่จะฝึกใช้สมองซีกซ้ายให้มากๆ ก่อนที่จะมาใช้สมองซีกขวาเพราะจะทำให้ได้ใช้ความสามารถในการคิด สร้างสัน ศิลปะ จินตนาการต่างๆ ล้วนมาจากสมองซีกซ้ายทั้งสิ้น ก่อนที่จะมาใช้สมองซีกขวามซึ่งเป็นทางด้านตรรกกะ การใช้เหตุผล มักจะมีกรอบในการคิดวิเคราะห์ เราควรให้ความสำคัยกับสมองซีกซ้ายก่อน แล้วจึงมาใช้สมองซีกขวา ในทางกลับกันถ้าเราให้ความสำคัญกับสมองซีกขวามากเกินไปจนไม่ได้ใส่ใจกับการฝช้สมองซีกซ้ายก็จะทำให้เราคิดอะไรได้น้อยลง มองโลกในมุมแคบๆ ขาดความอ่อนไหว งดงามไปบางส่วน ทุกอย่างจะถูกตัดสินโดยกฎเกณฑ์ มักจะเป็นคนประเภทที่แข็งทื่อ ขาดอารมณ์ของความเป็นศิลปิน อาจจะนำไปสู่ความรุนแรงได้ในบางครั้ง บางคนอาจจะนำไปสุ่ภาวะสับสน ถ้าโชคดีก็ยังหาทางกลับมาได้ แต่ถ้าโชคร้ายอาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาก็ได้

 ดังนั้นการศึกษาวิทยาศาสตร์ หรืออะไรก็ตาม ต้องทำควบคู่ไปกับจินตนาการ พัฒนาไปพร้อมๆกัน เพียงเท่านี้ก็จะทำให้เราได้พบกับสิ่งดีๆ ที่จะตามมาอีกมากมายจากกระบวนการพัมนาไปพร้อมๆกันอย่างนี้

2007/May/21

ช้าก่อน!

คีตากะ

ช้าก่อน! ธรณีอย่าพิโรธ

กราดเกรี้ยวโกรธโทศามาสั่นไหว

ปานจะกลบตลบดินจบสิ้นไป

แม้ชนไร้เมตตาโปรดอภัย

ช้าก่อน! อุทกอย่าโศกเศร้า

กลืนกินอาเหล่าชนท่วมท้นไหล

ชะล้างบาปอาบดินสูญสิ้นไกล

แม้ชนไร้กรุณาโปรดอภัย

ช้าก่อน! วาตะอย่าโกรธา

เห้นชีวาค่าด้อยคอยโบกไหว

ราวเม็ดทรายรายเรียงเพียงล่องไป

แม้ชนไร้มุฑิตาโปรดอภัย

ช้าก่อน! อัคคีอย่าวิปโยค

เผาผลาญโลกรกร้างหมายสร้างใหม่

ขอเวลามหาชนเพื่อกลับใจ

แม้ชนไร้อุเบกขาโปรดอภัย

2007/May/12

ความงดงามในชีวิต

ไม่จำเป็นต้องฝืนเป็นเหมือนคนอื่นเป็น
เพียงเพื่อให้คนอื่นรักและตัวเองทุกข์
จงเป็นอย่างที่ตัวเธอเป็นอยู่
เพราะแต่ละคนย่อมเป็นตัวเองได้ดีที่สุด
ความแตกต่างไม่ได้หมายถึงขัดแย้งเสมอไป
หากช่วยทำให้เธอดูดี อย่างที่เธอเป็น
และโดดเด่นงดงามในสีสันชีวิตที่ไม่เหมือนใคร...